|
ไม่ใช่ youtube เธอเลยไม่เพลิดเพลิน ไม่ใช่ google ไม่มีอะไรให้ค้นหา ไม่ใช่ facebook ที่อยู่ใกล้เธอทุกเวลา แค่หน้าsite ธรรมดา ..ไม่มีค่า ไม่น่าจำ *** สาระ ความรู้ และความบันเทิงดี ดี ที่อยากแบ่งปัน
18 มกราคม 2553
ชี้แผ่นดินไหวเฮติ คล้าย 2012 วันสิ้นโลก!!!
โศก นาฏกรรมกลางเมืองหลวงเฮติ แผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์ กว่า 1 นาที ทำเนียบประธานาธิบดี-ที่ทำการกระทรวง-ตึกถล่มพังพินาศ คาดยอดตายสูงหลายพันคน "สมิทธ" ชี้ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" เขย่าโลก คล้ายในหนัง "2012 วันสิ้นโลก"
เกิดเหตุแผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ ใกล้เมืองหลวงของสาธารณรัฐเฮติ เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย ส่งผลให้เนียบประธานาธิบดี ที่ทำการกระทรวงต่างๆ ตลอดจนที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พังถล่ม คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตน่าจะสูงนับพันคน เพราะจุดเกิดเหตุมีคนอาศัยอยู่หนาแน่น ขณะที่อาคารบ้านเรือนก็สร้างอย่างไม่แข็งแรง
แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 200 ปี ที่เกิดขึ้นในเฮติ ประเทศยากจนในแถบแคริบเบียน แถมยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกถึง 24 ครั้ง เบื้องต้นทางการเฮติยืนยันแล้วว่า ประธานาธิบดีเรเน พรีวาล และภริยาปลอดภัยดี แม้ทำเนียบจะได้รับความเสียหายยับเยินจากเหตุธรณีพิโรธที่มีศูนย์กลางอยู่ ห่างจากเมืองหลวงเพียง 15 กิโลเมตร และเกิดลึกลงไปใต้ผิวดินเพียง 10 กิโลเมตร
แผ่นดินไหวครั้งนี้กินเวลากว่า 1 นาที แต่แรงสั่นสะเทือนทำให้แม้แต่ตึกที่มีโครงสร้างแข็งแรงอย่างทำเนียบ ประธานาธิบดี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ มีรายงานว่าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งชานเมืองหลวงพังถล่มลงมาด้วย
ด้านยูเอ็นแถลงว่า ตึกสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่กว่า 7,000 คน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีเจ้าหน้าที่ยูเอ็นสูญหายเป็นจำนวนมาก
เบื้องต้นหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชาวจีนเสียชีวิต 8 คน สูญหายอีก 10 คน ส่วนโฆษกกองทัพจอร์แดนแถลงว่า มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชาวจอร์แดนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 3 นาย ได้รับบาดเจ็บอีก 21 นาย ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารประจำการอยู่ในเฮติกว่า 600 คน ก็แสดงความเป็นห่วงคนของตัวเองเช่นกัน
ส่วนภาพที่ชาวเฮตินำมาโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต และภาพที่สื่อต่างๆ ถ่ายออกมา แสดงให้เห็นว่าจุดเกิดเหตุเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่พังราบเป็นหน้ากลอง เสาโทรศัพท์ล้มลงมากองกับพื้น รถยนต์หลายคันถูกซากปรักหักพังทับพังยับ กลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยปกคลุมพื้นที่บางส่วนของตัวเมือง ชาวเมืองที่ร่างปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงได้รับความช่วยเหลือออกมาจากซากปรักหัก พัง ถนนและทางหลวงบิดเบี้ยวไปมา บ้างก็ถูกตัดขาด
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.53 น.ของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนั้นไม่นานความมืดก็เข้าปกคลุม แต่แผ่นดินไหวทำให้สายไฟขาด จึงไม่มีไฟตามท้องถนนหรือตามตึกรามบ้านช่องต่างๆ ทำให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก และยังไม่ทราบยอดผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ยอดในเมืองหลวงน่าจะสูง เพราะนอกจากจะแออัดแล้ว ยังเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่สร้างอย่างไม่แข็งแรงด้วย
ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า หลังเกิดเหตุกลุ่มควันสีขาวซึ่งเกิดจากผงฝุ่นจากอาคารที่พังถล่มลงมาได้ปก คลุมท้องถนนในกรุงปอร์โตแปรงซ์ กลุ่มควันนี้ลอยอยู่ในอากาศจนกระทั่งความมืดปกคลุมลงมา ขณะที่สถานการณ์ในเมืองเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ผู้ที่รอดชีวิตต่างวิ่งวุ่นตามหาญาติๆ ของตัวเอง เสียงไซเรนดังไปทั่วเมือง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นานาประเทศต่างประกาศให้ความช่วยเหลือกันโดยถ้วนหน้า เยอรมนีประกาศให้ความช่วยมูลค่า 1 ล้านยูโร (กว่า 47 ล้านบาท) ในทันที ขณะที่อังกฤษ ฝรั่งเศส ไต้หวัน ส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือแล้ว ด้านเจ้าหน้าที่กาชาดซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุแล้วบอกว่า ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งโทรศัพท์ ไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนการรักษาพยาบาลในเมืองหลวงของเฮติตอนนี้ใช้การไม่ได้เลย ทั้งยังประเมินว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบร่วม 3 ล้านคน
ทั้งนี้ เฮติเป็นประเทศที่ยากจนในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ต้องเผชิญกับหายนภัยครั้งรุนแรงหลายครั้งในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2551 เกิดเฮอริเคน 3 ลูก และพายุโซนร้อนลูกหนึ่งถล่ม มีคนตาย 793 คน สูญหายอีกกว่า 300 คน ในปีเดียวกันนั้นยังเกิดการจลาจล เพราะราคาอาหารแพงลิบอีกด้วย
ด้าน นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อธิบายถึงสัญญาณผิดปกติจากเกิดแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐเฮติว่า เคยมีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดแตกต่างกัน มองว่าการเกิดแผ่นดินไหวบนโลกทุกวันนี้เกิดจากการสะสมพลังงานจากใจกลางโลก และนอกโลก ซึ่งเป็นพลังงานที่ปลดปล่อยมาจากระบบสุริยะ คล้ายกับปรากฏการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ที่เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากความผิดปกติของการเคลื่อนตัวของระบบสุริยะที่สร้างแรงกระตุ้นให้ ดาวเคราะห์ต่างๆ รวมถึงโลก โดยการปลดปล่อยพลังงานแสง พลังงานสนามแม่เหล็ก มายังดาวเคราะห์หลายดวง กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แสงสว่าง ทำให้โลกได้รับสนามแม่เหล็กจากการเกิด "พายุสุริยะ" หรือ "จุดดับ" ก็ส่งพลังงานจากภายนอกเข้ามามีผลต่อการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกได้
"ส่วนตัวผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ ที่โลกได้รับพลังงานจากระบบสุริยะ หรือจักรวาลอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก อย่างกรณีที่เฮติก็เชื่อว่าเกิดจากการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริย จักรวาล ที่กระตุ้นให้ดวงอาทิตย์เกิดสันดาป ปลดปล่อยสนามแม่เหล็กมาสู่โลก" นายสมิทธกล่าว

04 กรกฎาคม 2552
ไว้อาลัยแด่...ไมเคิล แจ็คสัน
ขอบคุณทุกบทเพลงที่ทำให้ผู้ฟังมีความสุขทุกครั้งที่ได้ฟัง
ขอบคุณแบบอย่างดีๆที่ทำให้เด็กบ้านนอกอย่างผมไม่หยุดที่เดินไปไขว่คว้าฝัน
ขอบคุณขอให้สู่สุคติ.....
ประวัติ สักนิด นะครับ เพือ เพือนบ้างคนเกิดไม่ทัน ตอน เค้ากำลังดัง
ชื่อจริง ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน
วันเกิด 29 สิงหาคม พ.ศ. 2501
แหล่งกำเนิด Flag of the United States แกรี รัฐอินดีแอนา สหรัฐอเมริกา
วันที่เสียชีวิต 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
แนวเพลง ป็อป,อาร์แอนด์บี
อาชีพ นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักเต้น นักออกแบบท่าเต้น โปรดิวเซอร์เพลง
ปี พ.ศ. 2511 - 2552
ค่าย Motown, Epic, Son
ไมเคิล แจ็กสัน เริ่มต้นอาชีพนักดนตรีในฐานะนักร้องนำของวง The Jackson 5 เมื่ออายุได้เพียง 7 ปี และได้ออกงานเดี่ยวชิ้นแรกในอัลบั้ม Got to Be There ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2514 ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกของวง The Jackson 5 อยู่และมีอายุเพียง 11 ปี ไมเคิล แจ็กสันก็สามารถคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงมาครองได้มากถึง 3 เพลงฮิตแล้ว
ปี พ.ศ. 2522 มีผลงานออกมาชุด “ Off the Wall ” อัลบั้มเปิดตัวที่ทำยอดขายกว่า 20 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกตามด้วยอัลบั้มประวัติศาสตร์ “ Thriller ” (พ.ศ. 2525) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลถึง 60 ล้านชุด และ “ Bad ” ในปี พ.ศ. 2530 ที่สร้างสถิติอีกครั้งด้วยการเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่าง ๆ ขึ้นถึงอันดับ 1 บิลบอร์ดมากที่สุด
ปี พ.ศ. 2534 ไมเคิลกลับมาพร้อมกับอัลบั้ม “ Dangerous ” ที่มีเพลง “ Black or White ” ติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะส่งอัลบั้ม “ History ” กับเพลง “ You’re Not Alone ” ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และล่าสุดกับ “ Invincible ” (พ.ศ. 2544) ซึ่งทิ้งห่างจากงานชุดที่แล้วถึง 10 ปีเต็ม
หลังจากว่างเว้นจากการทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ไมเคิลได้ประกาศจะจัดคอนเสิร์ต ดิส อิส อิท ณ โอทู อารีนา กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยแรกเริ่มจัดเพียง 10 รอบ แต่ด้วยแฟนเพลงที่ให้ความสนใจคอนเสิร์ตนี้เป็นอย่างมาก จึงได้เพิ่มรอบเป็น 50 รอบ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ถึง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553[ต้องการแหล่งอ้างอิง] แต่ก็ได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะถึงเวลาดังกล่าว โดยเสียชีวิต จากอาการหัวใจวาย ในบ้านพัก และเจ้าหน้าที่ได้นำร่างไมเคิล มาช่วยยื้อชีวิต แต่ไม่ทันการที่ ศูนย์พยาบาล ใน UCLA
ไมเคิล แจ็กสัน ได้ถึงแก่กรรมในวัย 50 ปี ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ณ โรงพยาบาล UCLA hospital (Ronald Reagan UCLA Medical Center) เวลา 14 นาฬิกา 26 นาที ตามเวลาท้องถิ่นโดยสาเหตุการเสียชีวิตมาจากอาการหัวใจวาย
หนุ่มอาชีพรับจ้างที่กระบี่ ช็อก!รับหนังสือทวงหนี้กว่า 5 ล.จากบริษัทขายอาหารไก่
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 4 กรกฎาคม 2552 13:02 น. |
|
"กิเลส ตัณหา" กับธุรกิจค้าภาพลามกในเว็ปกามรมณ์ผ่านเน็ต!
| โดย ทีมข่าวอาชญากรรม | 4 กรกฎาคม 2552 12:00 น. |
|