แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานก่อนนอน แสดงบทความทั้งหมด

04 กรกฎาคม 2552

..นิ้วทั้ง ๕





กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้าได้ทรงเรียกนิ้วทุกนิ้วมาเข้าประชุม เพื่อจัดตำแหน่งของนิ้วต่างๆ

นิ้วแรกมีนิสัยเกเร และชอบกลั่นแกล้งนิ้วอื่นที่อ่อนแอกว่า จึงไม่มีใครชอบและอยากคบด้วย
พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วโป้ง" พระองค์ทรงจัดให้นิ้วโป้งอยู่ไกลจากนิ้วอื่นๆมากที่ส ุด และทรงเสกให้นิ้วโป้งเป็นนิ้วที่สั้นที่สุด เพื่อไม่ให้รังแกผู้อื่นได้อีกต่อไป


นิ้วต่อไปมีนิสัยถือตนว่าตัวเองมีอำนาจ ชอบใช้อำนาจสั่งโน่นสั่งนี่
พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วชี้" และทรงวางนิ้วชี้ไว้อยู่ข้างๆนิ้วโป้ง เพื่อนิ้วโป้งจะได้เกรงกลัว จนไม่กล้าเกเรหรือกลั่นแกล้งใครอีก


นิ้วต่อไปมีนิสัยรักความยุติธรรม มีความกล้าหาญและรักความถูกต้อง พระเจ้าจึงทรงเสกให้นิ้วนี้เป็นนิ้วที่ยาวที่สุด เพื่อที่จะคอยดูแลนิ้วอื่นๆได้ และได้วางไว้ข้างๆนิ้วชี้ เพื่อคอยเตือนสตินิ้วชี้ให้รู้จักใช้อำนาจที่มีอย่าง ยุติธรรม และด้วยนิสัยรักความยุติธรรมนี่เอง พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วกลาง"

นิ้วต่อไปเป็นนิ้วแห่งความรักและคำสัญญา มีนิสัยอ่อนโยน ซื่อสัตย์และมั่นคงในความรัก ด้วยนิสัยคล้ายผู้หญิงนี่เอง
พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วนาง" และจัดวางนิ้วนางให้อยู่ข้างๆนิ้วกลาง เพื่อนิ้วกลางจะได้คอยดูแลนิ้วนางที่อ่อนโยนได้

นิ้วสุดท้าย "นิ้วก้อย"
นิ้วก้อยเป็นนิ้วแห่งมิตรภาพ เพราะนิ้วนี้เป็นนิ้วที่เล็กที่สุด ฉะนั้นจึงมักโดนนิ้วโป้งจอมเกเรแกล้งอยู่เป็นประจำ พระเจ้าจึงทรงจับนิ้วก้อยไปวางไว้ข้างๆนิ้วนาง ซึ่งไกลจากนิ้วโป้งมากที่สุด

บางทีพระเจ้าก็บอกอะไรเราจากนิ้วของเราเอง พระองค์เสกนิ้วโป้งให้สั้นๆ ดูน่าเกลียด เพื่อจะเตือนเราว่า ถ้าเราเป็นคนเกเร นิสัยไม่ดี ถึงแม้ว่าเราจะดูดีอย่างไร เราก็จะเป็นคนน่าเกลียดในสายตาคนอื่น ไม่มีใครอยากจะสมาคมด้วย

พระองค์จับนิ้วชี้ไว้ข้างๆนิ้วโป้งเหมือนจะเตือนเราว ่า บางทีคนที่เกเรมากๆ ก็อาจต้องให้คนที่มีอำนาจเหนือเขา หรือคนที่เขาเคารพเชื่อฟังดูแลเขา จึงจะทำให้เขาหยุดนิสัยเสียนั้นได้

พระองค์ทรงจัดนิ้วชี้ไว้ข้างนิ้วกลาง เพื่อเตือนเราเอีกว่า ถ้าเรามีอำนาจอยู่ในมือ เราก็ต้องใช้มันอย่างถูกต้องและยุติธรรม

พระองค์ทรงสร้างนิ้วก้อยและนิ้วนางไว้อยู่ข้างกัน เพื่อบอกเราว่า..มิตรภาพที่ดีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของ ความรัก และไม่มีความรักแท้จริงใดๆในโลก ที่ปราศจากมิตรภาพและการให้อภัยเช่นกัน

...หนูบ้านนอกกับหนูในเมือง


หนูบ้านนอกตัวหนึ่ง ได้เชิญเพื่อนเก่าซึ่งเป็นหนูในเมืองให้มาอยู่กับมัน ชั่วระยะหนึ่ง
และมันตั้งใจจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดแก่ เพื่อน ไม่ว่าเปลือกขนมปังที่ขึ้นรา
เนยแข็งเล็กๆ ข้าวโอ๊ตที่ขึ้นรา เศษหมูเบคอนเล็กๆ และอีกหลายๆอย่าง

ในที่สุดเพื่อนของมันพูด ว่า " เพื่อนเก่าของฉัน ขอให้ฉันพูดตรงๆนะ ทำไมจะทนทุกข์ยากอยู่อย่างนี้ เมื่อเธอไปอยู่กับฉันในเมือง เธอจะหนีความทนทุกข์และมี ความสุข
สนุกสนานกับชีวิตในเมือง "


หนูทั้งสองได้เดินทางเข้าเมืองพร้อมกันอย่างอิดโรย จนกระทั่งเที่ยงคืนถึงที่หมาย
หนูในเมืองก็ได้พาหนูบ้านนอกไปในห้องเก็บ อาหาร แล้วไปในห้องรับแขก มีอาหาร
ซึ่งหนูบ้านนอกไม่เคยพบตั้งอยู่บนโต๊ะอาหาร เป็นอาหารอันโอชะที่เหลือจากตอนเย็น
ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดออก มีชาย 2 คนเดินเข้ามากับสุนัข ได้พูดคุยเสียงดัง
ทำให้หนูตกใจมาก
แต่พอทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบ หนูบ้านนอกก็พูดขึ้นว่า

" เพื่อนรัก ถ้าชีวิตในเมืองมีลักษณะเช่นนี้ ฉันขอกลับไปอยู่บ้านนอกของฉัน
ที่มีเศษเนยเก่าๆขึ้นรากับขนมปัง ขึ้นราดีกว่า อยู่รูเล็กๆแต่ปราศจากความหวาดกลัว
และอันตราย ดีกว่าเป็นนายใหญ่โตแต่ต้องคอยระมัดระวังตัวมีแต่ควา มรำคาญใจ "


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ชีวิตที่สงบในชนบทเป็นสิ่งที่ดีกว่าความรวยในโลกซึ่ง เต็มไปด้วยความยุ่งยาก

อนาถปิณฑิกเศรษฐี



ชื่อ จริง ของอนาถปิณฑิกเศรษฐี คือ สุทัตตะ ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ เขายังไม่รู้จัก วันหนึ่งเดินทางไปหาเพื่อนที่กรุงราชคฤห์ พอไปถึงบ้านเห็นเพื่อนกำลังสั่งคนงานทำนู่น ทำนี่ จึงถามว่ามีงานอะไร เพื่อนบอกว่า พรุ่งนี้ได้อาราธนาพระพุทธเจ้ามาเสวยที่บ้าน สุทัตตะพูดขึ้นว่า “โอ้ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้วหรือนี่” สุทัตตะรีบเสนอออกเงิน ค่าอาหารเลี้ยงพระ แต่เพื่อนไม่ยอม

สุ ทัตตะ มีความปีติซาบซ่านไปหมด แค่ได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า ก็คิดว่าจะต้องไปเฝ้าให้ได้ แต่ค่ำมืดแล้วต้องรอให้สว่างก่อน คืนนั้นผวาตื่น 3 ครั้ง เพราะคิดว่าเช้าแล้ว พอก่อนเช้าจึงรีบออกไป ก็ไปอ้อนวอน คนเฝ้าประตูให้เปิด ตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ สีตะวัน เป็นทางเปลี่ยว แต่ก็ไม่กลัว เพราะอยากไปหาพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าจะทรงแผ่ข่ายพระ ญาณ ไปดูว่าวันนี้ควรจะโปรดใคร แล้วก็เห็นสุทัตตะว่าจะได้บรรลุธรรม ก็ทรงคอยอยู่ เมื่อเขามาถึง ทรงตรัสว่า “เข้ามาเถิดสุทัตตะ ตถาคตอยู่นี่”


สุทัตตะเป็นปลื้มมาก ที่ทรงตรัสเรียกโดยไม่รู้จักกันมาก่อน แล้วกราบทูลว่า “เป็นโชคดีของข้าพเจ้ายิ่งแล้วที่ได้มาเฝ้าพระองค์สม ปรารถนา ข้าพเจ้ารอคอยจนพระองค์เสด็จเพื่อเสวยอาหารไม่ไหว ต้องออกมาเฝ้าก่อน” แล้วทูลว่า “เมื่อคืนนี้ราตรียาวนานเหลือเกิน หม่อมฉันรู้สึกเหมือนเดือนหนึ่ง เป็นเวลานานเหลือเกินที่สัตว์โลกจะได้สดับคำว่า พุทโธ พุทโธ”


พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อน สุทัตตะ ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับ ย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้ที่เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว รู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางที่ยืดยาว แต่สังสารวัฎ คือ การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ผู้ไม่รู้ พระสัทธรรม ยังยาวนานกว่านั้น


“สังสารวัฎนี้ หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ผู้พอใจความเกิดย่อมเกิดบ่อยๆ และการเกิดบ่อยๆ นั้นเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามมา คือ ความชรา ความเจ็บ และความตาย มีการต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความแห้งใจ ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดที่โผล่ขึ้นมาจากดิน ก็ต้องนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้วจะเดินไปไหนก็ม ีเกวียนติดตามไปทุกแห่ง


สัตว์โลกเกิดมามีทุกข์ประจำตัว ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออกไป ความทุกข์ติดตามอยู่เสมอเหมือนล้อเกวียน ที่ต้องตามโคไปทุกฝีก้าว


แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว แต่รากยังมั่นคง ก็สามารถขึ้นได้อีก เช่นเดียวกัน เมื่อบุคคล ยังไม่ถอนตัณหานุสัยออกไปจากใจ ความทุกข์ก็เกิดได้บ่อยๆ


น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้ เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฎนี้มีมากเหลือคณา บอกไม่ได้เลยว่ามีเท่าไหร่ กระดูกคนตายถ้าเอามารวมกันหมดคงกองสูงเท่าภูเขา บนแผ่นดินนี้ไม่มี ตรงไหนเลยที่ไม่เคยมีคนตาย แต่แผ่นดินนี้กลับเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดูกของสัตว์ ที่ตายแล้วตายเล่า ทุกย่างก้าวของคนเราเหยียบย่ำไปบนกองกระดูก นั่งนอนบนกองกระดูก เพลิดเพลินสนุกนานอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น ไม่ว่าภพไหนๆ ล้วนมีลักษณะเหมือนกองไฟ คือสัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในความทุกข์ เหมือนเต่าที่เขาโยนลงในกองไฟทั้งสิ้น”


พระพุทธเจ้าตรัสในตอนสุดท้ายว่า “การได้เกิดเป็นคนเป็นของยาก การดำรงชีวิตอยู่ของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นของยาก การได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือ คนดี ก็เป็นของยาก การอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ก็เป็นของยาก ฉะนั้นการแสดงธรรมของ สัตบุรุษ การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ล้วนเป็นเหตุนำความสุขความสงบมาสู่โลก”


แล้วสุทัตตะก็บรรลุธรรม เป็นพระโสดาบันทันที


.................................................. .......................................

เเก้วหน้าม้า

เเก้วหน้าม้า




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า “ มิถิลา”เมืองนี้ปกครองโดยกษัตริย์ทรงพระนามว่า “ ภูวดลมงคลราช ” พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่า “ พระนางนันทา ” ทั้งสองพระองค์ มีพระโอรสทรงพระนามว่า “ ปิ่นทอง” พระนครเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข

ในเมืองนี้มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งมีลูกสาวห น้าตาคล้ายม้า ก่อนคลอดมารดาของนางฝันว่ามีเทวดานำแก้วมาให้นาง ดังนั้นนางจึงตั้งชื่อลูกสาวของนางว่า “ มณี ” หรือ “ แก้วหน้าม้า” และถึงแม้ว่านางจะมีหน้าหน้าประหลาด นางก็มีความเฉลียวฉลาด มีมนต์วิเศษสามารถทำนายดินฟ้าอากาศได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น นางจึงสามารถบอกให้ชาวนาปลูกพืชผลตรงตามสภาพดินฟ้าอา กาศ ความรู้ของนางไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงแต่เฉพาะครอบค รัวของนางเท่านั้น แต่งยังรวมไปถึงชุมชนทั้งหมดอีกด้วย

วันหนึ่ง เจ้าชายปิ่นทองทรงปล่อยว่าวตัวโปรดขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งก็เกิดขาดลอยตามลมมาตกลงเบื้องหน้าของแก้วพอดี เมื่อนางเห็นว่าวรูปร่างลักษณะดีก็ตัดสินใจยึดเป็นขอ งตนเองแต่เพียงอึดใจต่อมา ข้าราชบริพาร ของเจ้าชายก็มาถึงและขอว่าวคืน แก้วปฏิเสธที่จะให้พวกเขา และยืนกรานที่จะคืนให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้น เมื่อเจ้าชายเสด็จมาถึงที่นั้นและได้ยินแก้วพูดก็ทรง โกรธมาก และคิดว่าหญิงผู้นี้พูดจาโยกโย้น่ารำคาญ พระองค์เกลียดนางยิ่งนักเมื่อเห็นนางมีใบหน้าที่ประห ลาด แต่ด้วยความที่อยากได้ว่าวของตนคืนจึงแกล้งทำดีกับนา งไปอย่างนั้นเอง เจ้าชายสัญญาจะให้รางวัลแก่นางอย่างงาม เพื่อแลกเปลี่ยนกับว่าวตัวโปรดของพระองค์ แต่แก้วปฏิเสธ ที่จะรับสิ่งใด ๆ นางต้องการให้เจ้าชายอภิเษกสมรสกับนาง แล้วนำนางไปอยู่ในวังด้วย โดยที่ไม่ทรงคิดจริงจัง เจ้าชายก็ตกลงตามความต้องการของนาง เพียงเพื่อจะให้ได้ว่าวกลับคืนมาเท่านั้น หลังจากได้ว่าวแล้วเจ้าชายปิ่นทองก็หายเงียบไปโดยไม่ รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนาง แก้วรอเจ้าชายเป็นเวลาหลายวันแต่ก็ไม่เห็นเงาของพระอ งค์ ดังนั้นนางจึงอ้อนวอนให้บิดามารดาของนางไปเข้าเฝ้าพร ะราชา และทูลถามพระองค์เกี่ยวกับสัญญาที่พระโอรสของพระองค์ ให้ไว้กับนาง แรกที่เดียว สองสามีภรรยาก็บอกให้ลูกสาวของตนเสงี่ยมเจียมตัว แต่แก้วก็ล้มป่วยลงเพราะไม่ยอมกินอะไร บิดามารดาของนางกลัวลูกสาวจะอดข้าวตาย จึงต้องไปกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ ซึ่งก็ทำให้พระองค์ทรงพิโรธในทันทีที่ได้ทราบเรื่อง อย่างไรก็ตามพระราชินีทรงมีเมตตาต่อพวกเขา และสัญญาว่าจะถามพระโอรสเกี่ยวกับคำสัญญาส่งเดชนี้ให ้ หลังจากได้รับการกราบทูลให้ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดจ ากพระโอรสของนางแล้ว พระราชินีก็รับสั่งให้เจ้าชายรักษาคำพูด และดังนั้นจึงส่งนางกำนัลให้ไปรับแก้วเข้าวัง แต่แก้วปฏิเสธที่จะมาเพราะว่านางต้องการนั่งวอทอง ที่ใช้โดยพระบรมวงศ์ของกษัตริย์ หลังจากได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา แล้วแก้วก็มาอยู่ในวัง ซึ่งก็ไม่ได้ให้ความสุขดังที่ตนคาดหวังไว้ เพราะเจ้าชายไม่เคยขอนางแต่งงาน

วันหนึ่ง พระเจ้าภูวลดรับสั่งให้แก้วเข้าเฝ้าและทรงตั้งเงื่อน ไขว่า ถ้าหากนางสามารถนำภูเขาพระสุเมรุมาประพระราชอุทยานได ้ และแล้วพระองค์ก็จะจัดพิธีอภิเษกสมรสให้นางกับเจ้าชา ยปิ่นทอง แต่ว่าถ้าหากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ นางก็จะได้รับโทษประหารชีวิต ด้วยความดีใจอย่างยิ่งแก้วตอบตกลงโดยไม่ทันคิดให้รอบ คอบ และออกเดินทางไกลเพื่อหาเขาพระสุเมรุถึงแม้ว่านางจะเ ดินผ่านมาหลายดงพงไพร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ร้ายมากมาย แก้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เขาที่ว่านั้น ด้วยความอิดโรยจากการเดินทางที่แสนจะลำบากแก้วล้มลงก ับพื้นและหมดสติไป

หลังจากฟื้นคืนสตินางก็ได้พบพระฤๅษีผู้ซึ่งรู้สึกสงส ารนาง เพราะนางไร้เดียงสาเกินไปที่จะล่วงรู้ถึงกลลวงได้พระ ฤๅษีจึงตัดสินใจช่วยนาง และด้วยอำนาจเวทมนต์วิเศษของตน ตอนนี้แก้วก็สามารถถอดหน้ากากม้าออกได้ และปรากฏเป็นสาวสวยเมื่อไรก็ได้ พระฤๅษียังได้มอบหนังสือซึ่งสามารถกลายเป็นเรือเหาะห รืองูก็ได้และไม้เท้าซึ่งสามารถแปลงเป็นมีดวิเศษได้ และแล้วพระฤๅษีก็บอกให้นางนำมาเพียงก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่ง จากภูเขาพระสุเมรุแล้วนำไปวางไว้ในพระราชอุทยานเท่าน ั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะราชาไม่ได้เอ่ยถึงภูเขาทั้งลูก หลังจากวางก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งในพระราชอุทยานแล้ว แก้วก็กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาก็ได้แต่เงียบขรึม เมื่อทรงทราบความจริงแล้ว พระราชินีก็รับสั่งให้จัดพิธีอภิเษกสมรสตามสัญญาที่ใ ห้ไว้กับแก้ว ซึ่งก็สร้างความไม่พอพระทัยให้กับพระราชาและเจ้าชายอ ย่างยิ่ง

ต่อมาภายหลัง พระราชาก็ทรงดำริถึงแผนการอื่นที่จะกำจัดแก้ว พระองค์จึงส่งพระราชสาสน์ไปยัง พระเจ้าพรหมทัตกษัตริย์ผู้ครองเมืองโรมวิถี เพื่อขอพระธิดาของพระองค์ ซึ่งพระนามว่า ทัสมาลี ให้เจ้าชายปิ่นทอง พระเจ้าพรหมทัตตอบตกลง และกำหนดวันสำหรับโอกาสอันเป็นมงคล เมื่อเจ้าชายปิ่นทองเตรียมเดินทางออกจากเมืองโดยเรือ แก้วก็มาแสดงความไม่พอใจต่อพระองค์ และตำหนิพระองค์ว่าไม่มีความซื่อสัตว์ต่อนาง เจ้าชายโกรธมากและสั่งให้แก้วมีโอรสให้ตนให้ได้พระอง ค์ต้องการเห็นโอรสของพระองค์เมื่อเสด็จกลับมา และถ้าหากแก้วมีโอรสให้พระองค์ไม่ได้นางก็จะถูกประหา รชีวิต แก้วเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนจะมีโอรสให้เจ้าชาย โดยไม่มีการหลับนอนกันเลยได้อย่างไร

ถึงแม้ว่าจะรู้สึกสิ้นหวังแต่ก็มีจิตใจแน่แน่วที่จะแ ก้เผ็ดเจ้าชายให้จงได้ เพื่อรับคำท้าของเจ้านาย นางออกจากเมืองและไปยังเมืองโรมวิถีโดยอาศัยเรือเหาะ ของตน หลังจากถอดหน้ากากหน้าม้าออกแล้ว แก้วก็ไปอาศัยอยู่กับตายายใกล้แม่น้ำนอกเมือง วันหนึ่งในขณะอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำ เจ้าชายปิ่นทองก็ได้มาพบนางเข้าและหลงใหลในความงามขอ งนางในขณะที่ชายาใหม่ของพระองค์กำลังบรรทมอยู่นั้น เจ้าชายก็แอบออกมาจากวังและแต่งกายเป็นชาวบ้านมาเกี๊ ยวพาราสีแก้ว ผู้ซึ่งก็พร้อมจะเป็นชายาของพระองค์อยู่แล้วเพราะต้อ งการมีลูกกับพระองค์ ทั้งคู่อยู่ด้วยกันจนกระทั่งแก้วตั้งครรภ์ ก่อนที่จะจากไปเจ้าชาย ได้มอบแหวนให้นางไว้แล้วเสด็จกลับเมืองมิถิลาโดยไม่ไ ด้นำเจ้าหญิงทัสมาลีไปด้วย

หลังจากคลอดบุตรชายแล้ว แก้วก็ผูกแหวนไว้กับแขนของลูกน้อยแล้วส่งไปอยู่กับพร ะฤๅษีซึ่งเคยช่วยเหลือตน พระฤๅษีเข้าฌานดูก็รู้ว่าเจ้าชายปิ่นทองกำลังอยู่ในอ ันตราย เพราะว่าถูกล้อมโดยกองทัพยักษ์นำ โดยพญายักษ์ชื่อว่า พาละราช แล้วพระฤๅษีก็แปลงแก้วให้เป็นชาย และสั่งให้นางไปช่วยเจ้าชายในทันที แก้วสามารถฆ่ายักษ์ได้สำเร็จแล้วยึดเมืองไว้ได้ พระมเหสีของพญายักษ์จึงยกธิดาผู้เลอโฉมทั้งสองพระองค ์ นามว่า สร้อยสุวรรณและจันทร์สุดาตามลำดับให้กับเจ้าชายปิ่นท อง แต่เจ้าชายปฏิเสธที่จะรับเพราะตนไม่ใช่ผู้ ที่ชนะศึก ดังนั้นองค์หญิงทั้งสองพระองค์จึงควรตกเป็นชายาของแก ้วผู้ซึ่งรับไว้โดยไม่รีรอ

แล้วแก้วก็บอกให้เจ้าชายปิ่นทองอยู่ในเมืองยักษ์ไปสั กระยะหนึ่งก่อน ในขณะที่นางนำธิดาของยักษ์ ไปยังกระท่อมชองพระฤๅษี และบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสองฟัง หลังจากบอกเจ้าหญิงทั้งสองว่าตนเป็นใครแล้ว แก้วก็นำเจ้าหญิงทั้งสองไปพบเจ้าชายปิ่นทองและมอบให้ เป็นชายาของเจ้าชายและแล้วแก้วก็กลับมาหาลูกที่ศาลาพ ระฤๅษี

หลังจากอยู่ในเมืองยักษ์มาระยะหนึ่ง เจ้าชายก็พาชายาทั้งสองกลับไปยังเมืองของพระองค์ และต้องประหลาดพระทัยที่ต้องเผชิญหน้ากับแก้ว ผู้ซึ่งนำพระโอรสของพระองค์มาถวาย แรกทีเดียวก็ไม่ทรงเชื่อ แต่แหวนที่ข้อมือของกุมารทำให้พระองค์ต้องเชื่อและรั บกุมารเป็นโอรสของพระองค์ แล้วเจ้าชายก็ตั้งชื่อพระโอรสว่า “ ปิ่นแก้ว”
เวลาต่อมาเจ้าหญิงทัสมาลีเกิดคิดถึงเจ้าชายปิ่นทอง ดั้งนั้นจึงตามมาพบพระองค์แต่ก็ต้องเจ็บใจที่พบว่า เจ้าชายแสดงความรักต่อสร้อยสุวรรณและจันทร์สุดามากกว ่าตน นางจึงจำใจกลับเมืองของตนด้วยความผิดหวังและเคียดแค้ น

เมืองมิถิลามีความสงบสุขมานาน จนกระทั่งพระธิดาแฝดทั้งสามอายุวัยรุ่นและก็มีเหตุกา รณ์อื่นเกิดขึ้นอีก ในขณะที่พระธิดาวัยรุ่นทั้งสามพระองค์กำลังพักผ่อนอิ ริยาบถอยู่ในพระราชอุทยาน ก็มีนกหัสดีลิงค์บินมา โฉบเอาทั้งสามพระองค์ไปด้วยนึกว่าเป็นเหยื่อ แต่ก่อนที่พระธิดาทั้งสามจะถูกนกยักษ์กลืนลงคอ พระฤๅษีซึ่ง อาศัยอยู่บริเวณนั้นก็ออกมาช่วยไว้ทันและมีความสงสาร ในพระธิดาทั้งสามอย่างมาก จึงช่วยสั่งสอนวิชาอาคมให้จนเก่ง

ในเวลานั้น มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองโรมจักร ปกครองโดยท้าวทศมิตร ท้าวเธอมีโอรสวัยรุ่น 3 องค์คือ ทินกร ศรนรินทร์ และสินนรา ตามลำดับวันหนึ่งในขณะที่เจ้าชายทั้งสามประพาสไปทางท ะเลเรือของทั้งสามพระองค์ถูกพายุใหญ่พัดจมลง โชคดีที่พญานาคใจบุญมาช่วยไว้ และให้พิษใส่ไว้ในกายของทั้งสาม เพื่อใช้ป้องกันตัวเมื่อเผชิญกับอันตราย แล้วเจ้าชายทั้งสามก็กราบลาพญานาค และขอบคุณสำหรับความเมตตาแล้วก็ออกเดินทางผ่านป่าดงพ งไพร่ต่อไป

ในขณะเดียวกัน หลังจากที่ได้สั่งสอนวิชาอาคมให้เจ้าหญิงทั้งสามแล้ว พระฤๅษีทั้งสามแล้ว พระฤๅษี ก็ตัดสินใจหาสามีที่เหมาะสมให้กับนางทั้งสามแล้ว ท่านฤๅษีก็ประกาศว่าผู้ใดที่สามารถเอาชนะเจ้าหญิงองค ์ใดได้ ก็จะได้เป็นพระสวามีของเจ้าหญิงพระองค์นั้น ผู้ที่เข้าแข่งขันซึ่งรวมถึงมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ก็ ไม่สาเอาชนะองค์หญิงได้ เมื่อเจ้าชายทั้งสามได้ข่าวการแข่งขันก็ได้เข้าร่วมด ้วยผลปรากฏว่าเจ้าชายทั้งสามมีฝีมือเท่ากับเจ้าหญิงท ั้งสาม เนื่องจากไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะในการต่อสู้กัน พระฤๅษีคิดว่าทั้งหมดเป็นเนื้อคู่กัน

ในเวลาเดียวกันนั้น เจ้าหญิงทัสมาลีก็ประสูติพระโอรสพระนามว่า เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย ผู้ซึ่งถูกส่งไป ศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ในเมืองของตน เมื่อโอรสของพระนางเจริญวัยแล้วเจ้าหญิงทัสมาลีก็คิด ถึงเจ้าชายปิ่นทองขึ้นมา จึงให้อาจารย์ทำเสน่ห์ให้เพื่อทำให้เจ้าชายหลงรักมาก จนกระทั่งไม่สามารถจะอยู่อย่างสงบได้ เจ้าชายจึงขโมยเรือเหาะ มีดวิเศษและหน้ากากม้าจากแก้วแล้วมุ่งหน้าสู่เมืองโร มวิถี
เมื่อรู้ความจริง แก้วก็ยกทัพไปยังเมืองโรมวิถีและต้องการตัวเจ้าชายปิ ่นทองกลับ แต่เจ้าหญิงทัสมาลีปฏิเสธ และส่งโอรสของนางไปสู้กับแก้ว ในช่วงแรกแก้วได้เปรียบ แต่เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชยขอให้อาจารย์ของ ตนช่วย และคราวนี้แก้วแพ้และถูกจับตัว เพื่อช่วยเหลือแก้วพระเจ้าภูดลจึงส่งเจ้าชายปิ่นแก้ว ไปช่วยมารดาของเจ้าชายเอง ในขณะออกเดินทางไปช่วยมารดาเจ้าชายปิ่นแก้วก็ได้พบกั บเจ้าชายทั้งสามผู้ซึ่งความจริงเป็นน้อง เขยของพระองค์เอง แต่เนื่องจากทั้งสามไม่รู้จักเจ้าชายปิ่นแก้ว จึงเกิดสู้รบกันขึ้นแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเจ้าชายปิ่น แก้วได้ ทั้งสามจึงกลับไปบอกภรรยาของตนผู้ซึ่งต่อมารู้ว่าศัต รูที่ว่านั้น คือ พระเชษฐาของพวกตน หลังจากทราบข่าวเกี่ยวกับมารดาของพวกตน เจ้าหญิงทั้งสามพร้อมทั้งพระสวามีจึงร่วมมือกับเจ้าช ายปิ่นแก้วทำสงครามกับเมืองโรมวิถี

หลังจากสงครามสงบลง หมอทำเสน่ห์ถูกจับตัวได้และสารภาพผิด ในขณะที่เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชยหนี ไปได้ เจ้าหญิงทัสมาลีเองก็จะต้องโทษประหาร ถ้าหากว่าพระบิดาของนางไม่ขอร้อง พระเมตตาจากเจ้าชาย ปิ่นทอง ในขณะเสด็จกลับเมืองมิถิลา เจ้าชายปิ่นแก้วก็ได้พบกับเจ้าชายปิ่นศิลป์ไชยผู้ซึ่ งถูกทหารของตนล้อมอยู่ เจ้าชายปิ่นแก้วจึงบอกให้ยอมมอบตัวและลืมเรื่องในอดี ตเสีย เพราะต่างก็เป็นพี่น้องกัน เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย จึงขอให้พระเชษฐาอภัยโทษให้ แล้วก็ร่วมเดินทางไปยังเมืองของพระบิดา ทั้งหมดก็อยู่ในเมืองมิถีลาอย่างมีความสุข




ขอบคุณที่มา thaigoodview

พระนางผมหอม

พระนางผมหอม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “ แสนคำ ” ปกครองเมืองวาปีมาเป็นเวลาหลายปี พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่า “ คำแมน ” ทั้งสองพระองค์อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานานแต่ก็ไม่มีรั ชทายาทสืบราชบัลลังก์ ดังนั้นพระราชินีจึงทำพิธีบวงสรวงขอบุตรกับเทวดา หลังจากประกอบพิธีแล้วพระราชินีก็ทรงพระครรภ์ และได้ให้กำเนิดธิดาพระนามว่า “ สีดา ”

ครั้นมีวัยได้ 15 พรรษา เจ้าหญิงสีดาก็เติบโตมีพระสิริโฉมงดงามกว่าหญิงใดในป ฐพี เมื่อถึงคราวที่นางจะได้พบเนื้อคู่ก็ทำให้รู้สึกกระว นกระวายพระทัยจนกระทั่งต้องทูลขออนุญาตจากพระมารดาออ กไปเที่ยวป่าเพื่อพักผ่อน

ขณะเดินเล่นอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้น องค์หญิงและผู้ตามเสด็จก็มาพบยักษ์ตนหนึ่งไล่จับไพร่ พลกินเป็นอาหาร โชคดีที่องค์หญิงหนีมาได้และเข้าไปแอบอยู่ในโพรงไม้ต ้นหนึ่ง

หลังจากที่ยักษ์ไปแล้วองค์หญิงก็ออกตามหาไพร่พลแต่ก็ ไม่พบ ดังนั้นพระนางจึงต้องเดินทางไปตามลำพังโดยไม่รู้จุดห มายปลายทาง เมื่อรู้สึกหิวกระหายก็วักน้ำจากรอยเท้าโคตัวผู้ขึ้น ดื่มแต่น้ำในนั้นกลับทำให้คอแห้งมากขึ้นกว่าเดิม จึงหันไปวักน้ำจากรอยเท้าช้างขึ้นดื่มก็รู้สึกสดชื่น ขึ้นและออกเดินทางไปตามลำพัง และในที่สุดองค์หญิงก็สามารถเสด็จกลับพระนครด้วยความ ปลอดภัย

หลังจากการออกชมป่าได้ไม่นานเจ้าหญิงก็ทรงครรภ์ โดยที่ไม่ได้ร่วมหลับนอนกับชายใดเลย พระราชาพยายามซักไซ้เอาความจริงแต่ก็ไม่ได้ความอะไร เพราะองค์หญิงเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่านางทรงครรภ์ขึ ้นได้อย่างไร เมื่อครบกำหนด 10 เดือน นางก็ประสูติพระธิดาแฝด องค์โตมีนามว่า “ นางผมหอม ” ส่วนองค์เล็กมีนามว่า “ นางลุ้น ”

เมื่อพระธิดาทั้งสองเจริญวัยขึ้นก็มีพระสิริโฉมงดงาม เช่นเดียวกับพระมารดา อยู่มาวันหนึ่งพระธิดาทั้งสองนึกถึงพระบิดาซึ่งทั้งส องก็ไม่เคยเห็น ดังนั้นทั้งคู่จึงตัดสินใจออกตามหาผู้เป็นบิดาในป่า

หลังจากเดินป่าอยู่เป็นเวลาหลายวันแล้ว พระธิดาฝาแฝดก็มาพบพญาช้างดุร้ายเชือกหนึ่งต้องการจะ ทำร้ายทั้งสองพระองค์ ดังนั้นทั้งคู่จึงต้องอ้อนวอนขอชีวิต และบอกจุดประสงค์ของการเดินทางมาในบริเวณนี้


พญาช้างเกิดสงสัยว่าฝาแฝดคู่นี้อาจจะเป็นบุตรสาวของต น จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า
เฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของตนเท่านั้นจึงจะสามารถปีนงาข ึ้นมานั่งบนหลังของตนได้
จบคำอธิฐานก็ปรากฏว่าเฉพาะนางผมหอมเท่านั้นที่สามารถ ปีนขึ้นไปได้ ส่วนนางลุ้นตกลงมาเสียชีวิตทันที พญาช้างสารจึงนำนางผมหอมไปยังที่อยู่ของตนและเลี้ยงด ูนางอย่างลูกสาว


นางผมหอมใช้ชีวิตอยู่ 5 ปี ภายใต้การดูแลของพญาช้างผู้เป็นบิดา เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็นึกอยากจะพบปะผู้คนบ้าง ดังนั้นนางจึงนำผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมใส่ลงในผอบ

พร้อมทั้งจารึกข้อความชักชวนให้ผู้ที่เกิดมาเป็นเนื้ อคู่ของนางได้พบนางแล้วก็ลอยผอบนั้นลงในแม่น้ำ
ผอบ นั้นก็ลอยไปตามน้ำจนถึงเมืองรัตนาแต่ก็ไม่มีใครสา มารถจะหยิบขึ้นมาได้เพราะผอบลอยหนีไปอย่างรวดเร็ว ข่าวการพบผอบประหลาดไปถึงพระกรรณของพระเจ้าแพงคำและพ ระองค์ก็สามารถหยิบผอบขึ้นมาพร้อมทั้งได้อ่านข้อความ ที่จารึก

พระองค์มีพระทัยเสน่หาในเจ้าของเส้นผมที่ส่งกลิ่นหอม นั้นทันที และทรงตัดสินพระทัยออกตามหานางผมหอม


ครั้นเสด็จมาถึงต้นแม่น้ำพระองค์ก็พบรอยเส้นผมตกอยู่ ก็ทรงทราบทันทีว่าเสด็จมาถูกทางแล้วจึงแอบซ่อนและรอเ วลาที่นางผมหอมออกมาอาบน้ำในแม่น้ำ ทันทีที่เห็นนางพระองค์ก็เปิดเผยตนเอง ทั้งคู่ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบและแอบอยู่ด้วยกันฉันสา มีภรรยาโดยไม่ยอมบอกให้พญาช้างผู้เป็นบิดาทราบ ถึงแม้ว่าพญาช้างจะมีความสงสัยในตัวลูกสาวเพราะได้กล ิ่นมนุษย์แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมบอกความจริง

หลังจากแอบอยู่ด้วยกัน 3 ปีแล้ว ทั้งคู่ก็ตัดสินใจต่อสู้ความจริงและบอกให้พญาช้างทรา บพร้อมทั้งขอขมา พญาช้างรู้สึกเสียใจที่ลูกสาวไม่ยอมบอกให้ตนทราบเลย และล้มเจ็บลงหลังจากทราบอีกว่าลูกสาวกำลังจะจากไปเพื ่อใช้ชีวิตอยู่กับผู้เป็นสามีของนาง ก่อนสิ้นลมหายใจพญาช้างได้อบรมสั่งสอนให้ลูกสาวเป็นภ รรยาที่ดี และทำหน้าที่ภรรยาให้สมบูรณ์ แล้วก็สิ้นลมหายใจในขณะมีน้ำตาคลอ ทั้งคู่รู้สึกสลดใจและกราบลาเป็นครั้งสุดท้าย บัดนั้นเองงาข้างหนึ่งของพญาช้างก็กลับกลายเป็นเรือ ส่วนอีกข้างหนึ่งก็กลับกลายเป็นพาย พระเจ้าแพงคำจึงนำนางผมหอมขึ้นเรือแล้วพายไปสู่พระนค รของพระองค์

หลังจากเสด็จมาถึงเมืองพระองค์ก็ทรงแต่งตั้งนางผมหอม เป็นพระมเหสีของพระองค์ แล้วทั้งสองพระองค์ก็ปกครองเมืองรัตนาอย่างมีความสุข ตลอดมา





ขอบคุณที่มา thaigoodview

โสนน้อยเรือนงาม

โสนน้อยเรือนงาม



(โสนน้อยเรือนงามในรูปเเบบภาพยนต์)

เรือนไม้เล็กๆติดมือออกมาด้วย เรือนนี้เมื่อพระธิดาเจริญวัยขึ้น เรือนไม้นี้ก็โตขึ้นด้วยและกลาย เป็นของเล่นของพระราชธิดา พระบิดาจึงตั้งชื่อพระราชธิดาว่า โสนน้อยเรือนงาม เมื่อโสนน้อย เรือนงามมีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าพรรษา โหรทูลพระบิดาว่าโสนน้อยเรือนงามกำลังมีเคราะห์ ควรให้ออกไปจากเมืองเสีย เพราะจะต้องอภิเษกกับคนที่ตายแล้ว พระบิดาและพระมารดาก็จำใจให้โสนน้อยเรือนงามออกไปจาก เมืองแต่ผู้เดียว โสนน้อยเรือนงามปลอมตัวเป็นชาวบ้านและเอาเครี่องทรงพ ระราชธิดาห่อไว้ พระอินทร์สงสารนางจึงแปลงร่างเป็นชีปะขาวมามอบยาวิเศ ษ สำหรับรักษาคนตายให้ฟื้นได้ โสนน้อยเรือนงามเดินทางเข้าไปในป่าพบนางกุลาหญิงใจร้ ายนอนตายเพราะถูกงูกัด โสนน้อยเรือนงามจึงนำยาของชีปะขาวมารักษา นางกุลาก็ฟื้น นางจึงขอเป็นทาสติดตามโสนน้อยเรือนงาม.

ที่นครนพรัตน์เมืองใกล้เคียงโรมวิสัยมีกษัตริย์ครองอ ยู่ มีพระราชโอรสนามว่า พระวิจิตรจินดา ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงามและมีความสามารถ แต่วันหนึ่งพระวิจิตรจินดาถูกงูพิษกัดสิ้นพระชนม์ พระบิดาและพระมารดาเศร้าโศกเสียใจมาก แต่โหรทูลว่า พระวิจิตรจินดาจะสิ้นพระชนม์ไปเจ็ดปีแล้วจะมีพระราชธ ิดาของเมืองอื่นมารักษาได้ พระบิดาและพระมารดาจึงเก็บพระศพของพระวิจิตรจินดาไว้ และมีประกาศให้คนมารักษาให้ฟื้น.
โสนน้อยเรือนงามและนางกุลาเดินทางมาถึงเมืองนพรัตน์ไ ด้ทราบจากประกาศ จึงเข้าไปในวังและอาสาทำการรักษา โดยขอให้กั้นม่านเจ็ดชั้น ไม่ให้ใครเห็นเวลารักษา โสนน้อยเรือนงามแต่งเครื่องทรงพระราชธิดาทำการรักษา โดยนางกุลาติดตามเฝ้าดู เมื่อโสนน้อยเรือนงามทายาให้พระวิจิตรจินดา พิษของนาคราชเป็นไอร้อนออกมาทำให้นางรู้สึกร้อนมาก จึงถอดเครื่องทรงพระราชธิดาออกแล้วเสด็จไปสรงน้ำ ระหว่างนั้นนางกุลาก็นำเครื่องทรงพระราชธิดาของโสนน้ อยเรือนงามาแต่ง พอดีพระวิจิตรจินดาฟื้น ทุกคนก็คิดว่านางกุลาเป็นพระราชธิดาที่รักษาจึงเตรีย มจะให้อภิเษก ส่วนโสนน้อยเรือนงามต้องกลายเป็นข้าทาสของนางกุลาไป พระวิจิตรจินดาและพระบิดาและพระมารดาก็ยังมีความสงสั ยในนางกุลา จึงให้นางเย็บกระทงใบตองถวาย นางกุลาทำไม่ได้โยนใบตองทิ้งไป โสนน้อยเรือนงามเก็บใบตองมาเย็บเป็นกระทงสวยงาม นางกุลาก็แย้งไปถวายพระราชบิดามารดาของพระวิจิตรจินด า พระวิจิตรจินดาไม่อยากอภิเษกกับนางกุลาจึงขอลาพระบิด าพระมารดาไปเที่ยวทางทะเล พระบิดาพระมารดาให้นางกุลาย้อมผ้าผูกเรือ นางกุลาก็ทำไม่เป็น โยนผ้าและสีทิ้ง โสนน้อยเรือนงามเก็บผ้าและสีไปย้อมได้สีงดงาม นางกุลาก็แย่งนำไปถวายพระบิดาพระมารดาอีก.

เมื่อพระวิจิตรจินดาจะออกเรือก็ปรากฏว่าเรือไม่เคลื่ อนที่พระวิจิตรจินดาทรงคิดว่า
คงมีผู้มีบุญในวังต้องการฝากซื้อของ เรือจึงไม่เคลื่อนที่จึงให้ทหารมาถามรายการของที่คนใ นวังจะฝากซื้อ ทุกคนก็ได้มีโอกาสฝากซื้อ แต่โสนน้อยเรือนงามอยู่ใต้ถุนถึงไม่มีใครไปถาม เรือก็ยังไม่เคลื่อนที่พระวิจิตรจินดาจึงให้ทหารกลับ ไปค้นหาคนในวังที่ยังไม่ได้ฝากซื้อของทหารจึงได้ไปค้ นหานางโสนน้อยเรือนงามได้ นางจึงฝากซื้อ
" โสนน้อยเรือนงาม ''


เมื่อพระวิจิตรจินดา เดินทางไป ลมก็บันดาลให้พัดไปยังเมืองโรมวิสัยของพระบิดาของโสน น้อยเรือนงาม พระวิจิตรจินดาซื้อของฝากได้จนครบทุกคน ยกเว้นโสนน้อยเรือนงาม พระวิจิตรจินดาจึงสอบถามจากชาวเมือง ชาวเมืองบอกว่าโสนน้อยเรือนงามมีอยู่แต่ในวังเท่านั้ น พระวิจิตรจินดาจึงเข้าไปในวังและทูลขอซื้อโสนน้อยเรื อนงามไปให้นางข้าทาส พระบิดาของโสนน้อยเรือนงามทรงถามถึงรูปร่างหน้าตาของ นางทาส ก็ทรงทราบว่าเป็นพระธิดา จึงมอบโสนน้อนเรือนงามให้พระวิจิตรจินดาและให้ทหารตา มมาสองคน.

เมื่อพระวิจิตรจินดา กลับถึงบ้านเมือง ทหารสองคนก็ไปทำความเคารพนางโสนน้อยเรือนงาม และเรือนวิเศษก็ขยายเป็นเรือนใหญ่มีข้าวของเครื่องใช ้พระธิดาครบถ้วน โสนน้อยเรือนงามก็เข้าไปอยู่ในเรือนนั้น พระวิจิตรจินดาจึงแน่ใจว่าโสนน้อยเรือนงามเป็นพระราช ธิดาที่รักษาตน จึงจะฆ่านางกุลาแต่โสนน้อยเรือนงามขอชีวิตไว้ พระวิจิตรจินดาก็ได้อภิเษกกับนางโสนน้อยเรือนงามและอ ยู่ด้วยกันมีความสุขสืบไป.

ภาพจากโสนน้อยเรือนงามในรูปเเบบต่างๆ



โสนน้อยในรูปของภาพยนต์



โสนน้อยในรูปเเบบการ์ตูน


โสนน้อยในรูปเเบบหนังสือการ์ตูน




ขอบคุณที่มา thaigoodview

ตำนาน สาเหตุที่ทำให้งูเหลือมไม่มีพิษ




มีเรื่องเล่าขานนานมาแล้วในอดีต ว่างูเหลือมเป็นสัตว์ป่าที่มีพิษร้ายกาจยิ่งกว่างูทุ กชนิด จนได้รับยกย่องจากบรรดาสัตว์ป่าที่มีพิษและไม่มีพิษท ั้งหลาย ยอมยกย่องให้เจ้างูเหลือมเป็นผู้ปกครองที่เดียว

บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายต่างลือและพูดถึงพิษร้ายของเจ้ านายของตนว่า ถ้าถูกเจ้างูเหลือมกัดแล้วไม่มีทางรอด ตายกระทันหันสถานเดียว สัตว์ป่าบางตัวค้านว่า พิษอะไรจะร้ายกาจถึงปานนั้น ฉันไม่อยากจะเชื่อหรอก ต่างฝ่ายต่างถกเถียงกันเสียงดังไปทั่วป่า
เจ้ากระต่ายที่นั่งฟังสัตว์ป่าทั้งหลายถกเถียงกัน ชนิดหน้าดำคร่ำเครียดไม่มีใครยอมใคร เกิดความเบื่อรำคาญจึงขออาสาแก้ปัญหาให้ ทั้งหมดจึงชวนกันไปหาเจ้านายคืองูเหลือม สัตว์ที่ไปด้วยก็มี เสือ สิงห์ ช้าง หมี กวาง วัว ควาย นอกจากนี้ ยังมีสัตว์น้ำน้อยใหญ่รวมทั้งสัตว์ปีก แมลงต่างๆ สัตว์แต่ละพวก ยังรับปาก รับคำอีกว่า พวกข้าจะไปให้ครบตามจำนวน
เมื่อได้รวมพลครบแล้ว เจ้ากระต่ายจึงนำบรรดาสัตว์ทั้งหลายไปหาเจ้านาย (งูเหลือม) เมื่อไปถึงที่อยู่ของงูเหลือมแล้ว เจ้ากระต่ายจึงแจ้งความประสงค์ให้เจ้านายทราบว่า ที่บรรดาสัตว์ทั้งหลายชักชวนกันมาในวันนี้อยากจะให้เ จ้านายแสดงฤทธิ์ ถึงพิษร้ายให้ดู ว่าจะมีพิษร้ายกาจตามที่มีข่าวเล่าลือจริงหรือไม่
ด้านงูเหลือม เมื่อได้รับฟังความประสงค์ของบรรดาสัตว์ป่าที่มาเข้า พบในวันนี้แล้ว ก็นิ่งนึกตรึกตรองว่า เราจะประลองกับใคร ที่มาวันนี้มีแต่พวกเราเอง กลัวจะไม่เป็นธรรม


อยู่มาวันหนึ่ง ใกล้ค่ำ ฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกพรำ...พรำ...เจ้างูเหลือมเลื้อยไปมุมป่า มองเห็นหญิงมีครรภ์คนหนึ่งกำลังเดินมาตามริมป่าหาขุด ปู เพื่อจะนำไปประกอบอาหารเธอขุดปูได้ประมาณ 10 ตัว เก็บใส่พกซิ่นเตรียมตัวจะกลับบ้านจึงลุกขึ้นยืนหันหน ้าจะกลับบ้าน ทันใดนั้นเองงูเหลือมก็กัดที่ไหล เธอถูกพิษร้ายของงูเหลือมจนทนพิษร้ายไม่ไหวก็ล้มขาดใ จตาย
เจ้างูเหลือมก็ดีใจ ที่พิษของตนยังร้ายกาจอยู่สมกับคำร่ำลือ เมื่อมองดูที่ร่างของหญิงนั้นอีกที เห็นเธอนอนสงบนิ่ง ส่วนท้องของเธอเหมือนยังหายใจ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีปูที่เธอขุดได้ 10 ตัว เก็บไว้ที่พกซิ่นกำลังปีนป่ายหาทางออกจากพกซิ่น งูเหลือมเห็นเช่นนั้น คิดว่าคนยังไม่ตายจึงรีบกลับเข้าป่า ด้วยความเสียใจ สำคัญผิดคิดว่าพิษของตนไม่มีฤทธิ์เดชเสียแล้ว พอกลับถึงที่อยู่ กล่าวด้วยความเสียใจว่า " กูต้องคายพิษไม่เอาไว้ให้หนักกบาลอีกต่อไป "
เมื่อสัตว์ทั้งหลายทราบข่าว " งูเหลือมคายพิษ " ต่างก็รีบเร่งลงมาเอาพิษ บางพวกก็ดูดพิษไว้ บางพวกใช้เขาขวิดเพื่อให้พิษติดที่ปลายเขา บางพวกก็นั่งหัวเราะสนุกสนาน บางพวกก็ให้พิษติดเฉพาะเหล็กไน บางพวกใช้ฟันจุ่มให้พิษติดฟัน ส่วนเจ้ากระต่ายไม่เชื่อว่า งูเหลือมจะมีพิษจริงจึงได้แต่นั้งดูสัตว์อื่นแย่งชิง กระต่ายจึงไม่มีพิษมาจนบัดนี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในป่าแห่งนั้น งูเหลือมและลูกหลานจึงไม่มีพิษอีกเลย


เรื่องที่ท่านอ่านจบลงอย่านึกว่าเป็นเพียง เรื่องเล่าไร้สาระแต่ถ้าคิดตริตรองให้ดี จะได้ข้อคิดหลายแง่หลายมุม เป็นต้นว่า ทำไมงูเหลือมมองเห็นท้องของหญิงเสมือนหนึ่งว่าคนยังไ ม่ตาย รีบตัดสินใจกลับบ้านคายพิษทิ้งจนหมดฤทธิ์ จึงให้ข้อคิดอีกมุมหนึ่ง อีกหลายๆมุม ขอให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์

บทความนี้จาก ก็อปปี้มาจาก

คุณ บุญนาค ทศราช / นักวิชาการศึกษา 6 สปจ.เลย